เคล็ดลับเลือกหัวข้อ Digital Storytelling ให้คนไทยอินและยอดพุ่ง

webmaster

디지털 스토리텔링을 위한 주제 선정법 - **Prompt:** A diverse group of young adults and teenagers, approximately 15-22 years old, happily en...

สวัสดีค่ะทุกคน! ในฐานะบล็อกเกอร์ที่คลุกคลีอยู่ในวงการดิจิทัลมานาน ฉันบอกเลยว่าการเลือกหัวข้อสำหรับดิจิทัลสตอรี่เทลลิ่งเนี่ย สำคัญพอๆ กับการหายใจเลยนะคะในยุคนี้ ลองคิดดูสิคะว่าในแต่ละวันมีคอนเทนต์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะแค่ไหนบนโลกออนไลน์จนบางทีก็รู้สึกตาลายไปหมดใช่ไหมคะ?

디지털 스토리텔링을 위한 주제 선정법 관련 이미지 1

จะทำยังไงให้เรื่องราวของเราไม่หายไปในกระแสข้อมูลอันมหาศาลนี้ นี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญ! จากประสบการณ์ตรงของฉันที่เห็นเทรนด์มาแล้วหลายยุคหลายสมัย ทั้ง AI, IoT, e-commerce และโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นศูนย์รวมชีวิตคนไทยไปแล้ว ฉันเชื่อว่าการเล่าเรื่องที่โดนใจผู้คนและสร้างความผูกพันทางอารมณ์ได้จริง จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ใช่แค่การเขียนให้จบๆ ไปนะคะ แต่ต้องคิดถึงว่าเรื่องของเราจะไปสัมผัสใจใครบ้าง จะแก้ปัญหาอะไรให้เขา หรือสร้างแรงบันดาลใจให้เขาได้อย่างไร ยิ่งถ้าเราสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวเข้ากับกระแสสังคมหรือสิ่งที่คนไทยกำลังสนใจได้ ยิ่งทำให้คอนเทนต์ของเรามีพลังมากขึ้นไปอีก ที่สำคัญคือต้องมีความจริงใจ และเป็นตัวของตัวเองนะคะ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้คนจำเราได้ในระยะยาว และไม่ต้องกังวลไปเลยค่ะว่าเราจะหาเรื่องมาเล่าไม่ทันเทรนด์ เพราะตอนนี้ AI ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์คอนเทนต์แล้ว ทำให้เรามีเครื่องมือดีๆ มาช่วยคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ไม่ยากแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าหัวข้อไหนคือ “ใช่” ที่จะทำให้บล็อกของเรามีคนเข้าอ่านเป็นแสนเป็นล้านแบบที่ฉันทำได้?

ไม่ต้องคาดเดาไปเองค่ะ เพราะในบทความนี้ ฉันจะพาเพื่อนๆ ไปเจาะลึกเคล็ดลับการเลือกหัวข้อดิจิทัลสตอรี่เทลลิ่งแบบหมดเปลือก รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะมองเห็นทิศทางในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ทั้งมีคุณค่า ดึงดูด และทำเงินได้อย่างแน่นอน มาดูพร้อมกันเลยค่ะ!

ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของเราให้ลึกซึ้ง

เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าหัวใจสำคัญอันดับแรกของการทำคอนเทนต์ให้ปังเนี่ย ไม่ใช่แค่ว่าเราอยากจะเล่าอะไร แต่เป็นเรื่องที่ว่าใครคือคนที่กำลังจะฟังเรื่องของเราต่างหากล่ะ! เหมือนเวลาเราจะคุยกับเพื่อนสนิท เราก็ต้องรู้ใจกันใช่ไหมคะว่าเพื่อนชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เรื่องแบบไหนที่เพื่อนฟังแล้วจะอิน อินจนอยากจะกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์บอกต่อทันทีน่ะค่ะ ฉันเองก็เคยพลาดมาเยอะค่ะ ตอนแรกๆ ก็คิดว่าตัวเองรู้ดีที่สุดแล้ว อยากเล่าอะไรก็เล่าไป สุดท้ายคือแป้กค่ะ! ไม่มีคนอ่าน ไม่มีคนสนใจ เพราะเราลืมไปว่าเรากำลังสร้างเรื่องราวให้กับคนอื่น ไม่ใช่แค่ตัวเราเอง

ลองนึกภาพตามนะคะว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร เขาอายุเท่าไหร่ เพศอะไร สนใจเรื่องแบบไหน ไลฟ์สไตล์เป็นยังไง เขาใช้เวลาอยู่กับแพลตฟอร์มไหนมากที่สุด แล้วปัญหาที่เขากำลังเจออยู่คืออะไร การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจะช่วยให้เราสามารถคัดสรรหัวข้อที่ตรงใจและตอบโจทย์พวกเขาได้จริงๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่การเดาเอา แต่เป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลและประสบการณ์ที่เราสะสมมาตลอดเวลาที่คลุกคลีอยู่ในโลกออนไลน์ ลองเข้าไปดูคอมเมนต์ตามเพจดังๆ หรือกลุ่มต่างๆ ที่กลุ่มเป้าหมายของเราอยู่สิคะ จะเห็นเลยว่าเขาคุยอะไรกัน อยากรู้อะไรอะไรกัน แล้วเราจะสามารถนำมาสร้างเป็นเรื่องราวที่โดนใจได้อย่างง่ายดาย

รู้จักเขาให้มากกว่าแค่ประวัติส่วนตัว

การรู้จักกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่แค่การรู้ว่าเขาเป็นใคร อายุเท่าไหร่ จบแค่นั้นนะคะ แต่มันคือการที่เราต้อง “เข้าถึง” ความรู้สึกนึกคิดของเขาจริงๆ ค่ะ เหมือนเราเข้าไปนั่งอยู่ในใจเขาเลยก็ว่าได้ ฉันชอบที่จะใช้เวลาอ่านคอมเมนต์ในโพสต์ของบล็อกเกอร์คนอื่นๆ หรือตามกระทู้พันทิปที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ฉันสนใจ เพราะนั่นคือแหล่งรวมข้อมูลชั้นดีที่บอกว่าคนไทยกำลังคิดอะไร กำลังมีปัญหาอะไร หรือกำลังมองหาอะไรอยู่ การทำแบบนี้ทำให้ฉันได้มุมมองใหม่ๆ ที่บางทีเราอาจจะมองข้ามไป การที่เราเข้าใจ “ทำไม” เขาถึงสนใจเรื่องนี้ หรือ “ทำไม” เขาถึงไม่ชอบเรื่องนั้น จะทำให้เราสามารถปรับทิศทางของคอนเทนต์ได้อย่างแม่นยำ และสร้างสรรค์เรื่องราวที่เข้าไปอยู่ในใจของพวกเขาได้อย่างแท้จริงค่ะ เหมือนเราได้เพื่อนคู่คิดที่พร้อมจะอินไปกับเราทุกเรื่องเลย

สังเกตพฤติกรรมบนโลกออนไลน์

เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าพฤติกรรมที่กลุ่มเป้าหมายของเราแสดงออกบนโลกออนไลน์เนี่ย เป็นขุมทรัพย์ข้อมูลชั้นดีเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการกดไลก์ แชร์ คอมเมนต์ หรือแม้แต่เวลาที่ใช้ไปกับคอนเทนต์ประเภทต่างๆ ฉันเองก็ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆ เข้ามาช่วยดูข้อมูลเหล่านี้อยู่เสมอค่ะ เช่น Google Analytics หรือข้อมูลเชิงลึกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เราใช้งานอยู่ ข้อมูลเหล่านี้จะบอกเราได้เลยว่าคอนเทนต์แบบไหนที่พวกเขาชอบอ่าน ชอบดู หรือชอบที่จะมีส่วนร่วมมากที่สุด และที่สำคัญคือช่วงเวลาไหนที่พวกเขาออนไลน์กันเยอะที่สุด สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการสร้างสรรค์และเผยแพร่คอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ไม่ใช่แค่การหว่านไปเรื่อยๆ แต่เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยทีเดียว แล้วผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็คือยอดวิวที่พุ่งกระฉูดและความผูกพันกับผู้อ่านที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ

ตามกระแสให้ทัน ไม่ตกยุค!

ในโลกดิจิทัลที่หมุนเร็วปานกามนิตหนุ่มแบบนี้ ถ้าเราช้าไปแค่ก้าวเดียวก็เหมือนตกรถไฟไปแล้วหลายสถานีเลยนะคะเพื่อนๆ! ฉันเองก็เคยพลาดตอนที่กำลังสนุกกับเทรนด์หนึ่งอยู่ดีๆ พอหันมาอีกที อ้าว! คนอื่นเขาไปเล่นเทรนด์ใหม่กันหมดแล้ว ทำให้คอนเทนต์ของเราดูเก่า ดูไม่น่าสนใจไปเลยค่ะ ซึ่งมันน่าเสียดายมากๆ เพราะเราเสียเวลาและพลังงานไปตั้งเยอะ ดังนั้น การตามกระแสให้ทันเนี่ยสำคัญไม่แพ้การรู้จักกลุ่มเป้าหมายเลยค่ะ เพราะเทรนด์คือสิ่งที่คนกำลังพูดถึง กำลังสนใจ และกำลังค้นหา ถ้าเราสามารถจับกระแสได้เร็ว และนำมาสร้างสรรค์เป็นเรื่องราวในสไตล์ของเราได้ รับรองว่ายอดเข้าชมและยอดแชร์จะพุ่งกระฉูดแน่นอนค่ะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องตามทุกกระแสนะคะ ต้องเลือกให้เหมาะกับสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราอยากจะสื่อด้วยค่ะ

การจะตามกระแสให้ทันไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นคนแรกที่เล่นทุกเทรนด์เสมอไปนะคะ แต่หมายถึงการที่เราสามารถ “ปรับ” เทรนด์เหล่านั้นให้เข้ากับเอกลักษณ์ของบล็อกเราได้ต่างหาก เช่น ถ้ามีเทรนด์อาหารคลีนมาแรง เราก็อาจจะทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ “5 เมนูอาหารคลีนทำง่ายสไตล์คนเมืองที่ฉันลองแล้วผอมจริง!” อะไรแบบนี้ค่ะ ใส่ความเป็นตัวเราลงไปให้มากที่สุด เพื่อให้คอนเทนต์ของเราไม่ซ้ำใครและมีคุณค่าในแบบฉบับของเราเอง การตามกระแสที่ดีคือการ “นำ” กระแสมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับแบรนด์ของเรา ไม่ใช่แค่การ “เลียนแบบ” ไปเรื่อยๆ ค่ะ

เกาะติดทุกข่าวสารและประเด็นร้อน

ฉันมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้มาตลอดเลยค่ะ คือการตั้งค่าแจ้งเตือนข่าวสารจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือติดตามเพจที่อัปเดตเทรนด์อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังต้องหมั่นเข้าไปเช็กดูว่าใน X (Twitter), Facebook หรือ TikTok ตอนนี้มีแฮชแท็กอะไรที่กำลังเป็นกระแส หรือมีชาเลนจ์อะไรที่คนกำลังเล่นกันอยู่ การที่เราเข้าไปส่องดูบ่อยๆ จะทำให้เราเห็นภาพรวมของสิ่งที่คนไทยกำลังสนใจได้รวดเร็วขึ้นค่ะ และบางทีจากประเด็นร้อนๆ เหล่านี้แหละค่ะ ที่จะจุดประกายไอเดียให้เราสามารถสร้างสรรค์เรื่องราวที่ไม่เพียงแต่ทันสมัย แต่ยังโดนใจคนอ่านได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ยิ่งเรารู้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีเวลาในการคิดและเตรียมคอนเทนต์ได้มากเท่านั้นค่ะ

ใช้เครื่องมือช่วยจับเทรนด์

สมัยนี้มีเครื่องมือดีๆ ให้ใช้เยอะแยะเลยนะคะเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Trends ที่ช่วยให้เราเห็นว่าคำค้นหาอะไรกำลังมาแรงในแต่ละช่วงเวลา หรือ Buzzsumo ที่ช่วยวิเคราะห์ว่าคอนเทนต์ประเภทไหนที่มีคนแชร์เยอะที่สุด ฉันเองก็ใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็นประจำค่ะ มันเหมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยกระซิบบอกว่าตอนนี้คนกำลังสนใจอะไรอยู่ เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปเดาเองให้เหนื่อยเลยค่ะ แค่รู้จักใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ เราก็จะสามารถประหยัดเวลาในการหาข้อมูลไปได้เยอะมากๆ เลยค่ะ แถมยังได้ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นปัจจุบันอีกด้วย ลองเอาไปใช้กันดูนะคะ รับรองว่าชีวิตการเป็นบล็อกเกอร์จะง่ายขึ้นเยอะเลย

Advertisement

อะไรคือสิ่งที่เราหลงใหลและเชี่ยวชาญ

เพื่อนๆ เคยได้ยินไหมคะว่า “ทำในสิ่งที่รัก จะทำได้ดี” ฉันว่าประโยคนี้ใช้ได้จริงกับการทำบล็อกเลยนะคะ เพราะถ้าเราเลือกหัวข้อที่เราไม่ได้อิน ไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรด้วยเลย การจะเขียนให้ออกมาดี ให้มีชีวิตชีวาเนี่ย มันยากมากๆ เลยค่ะ สุดท้ายก็จะกลายเป็นการเขียนที่ดูแข็งๆ ไม่มีอารมณ์ร่วม คนอ่านก็สัมผัสได้นะคะว่าเราไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่กำลังเล่าอยู่จริงๆ ซึ่งนั่นส่งผลให้คนไม่อยากจะอยู่กับคอนเทนต์ของเรานานๆ ค่ะ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราได้เล่าเรื่องที่เราหลงใหลจริงๆ เล่าเรื่องที่เรามีประสบการณ์ตรง มีความรู้แน่นๆ เรื่องราวจะออกมาจากใจ มันจะสนุกไปกับการหาข้อมูล การเขียน และการนำเสนอ จนคนอ่านก็รู้สึกได้ถึงพลังงานนั้นเช่นกันค่ะ

สำหรับฉันแล้ว การทำบล็อกมันคือการเดินทางค่ะ เราจะต้องอยู่กับมันไปอีกนานแสนนาน ดังนั้นการเลือกหัวข้อที่เรามีความสุขที่จะเล่า มันจึงสำคัญมากๆ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนอ่านของเราด้วยค่ะ เพราะเมื่อเรามีความสุขที่จะเล่า เรื่องราวที่ออกมามันจะมีความจริงใจ มีความเป็นธรรมชาติ และน่าติดตามมากๆ เหมือนเรากำลังนั่งเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังจริงๆ เลยค่ะ และเมื่อเราเชี่ยวชาญในสิ่งนั้นจริงๆ เราก็จะสามารถให้ข้อมูลเชิงลึก ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ได้อย่างมั่นใจ และนั่นคือสิ่งที่สร้างคุณค่าและความน่าเชื่อถือให้กับบล็อกของเราในระยะยาวค่ะ ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าเราคือผู้รู้จริงในเรื่องนั้นๆ

ค้นหาแพชชั่นที่แท้จริง

บางทีการค้นหาแพชชั่นของตัวเองอาจจะไม่ง่ายนะคะเพื่อนๆ ฉันเองก็เคยอยู่ในจุดที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีแพชชั่นอะไรเป็นพิเศษเลย จนกระทั่งได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่างค่ะ ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ จนเจอสิ่งที่ใช่ การที่เราลองเปิดใจให้กว้าง และทำในสิ่งที่สนใจไปก่อน ไม่ต้องรีบร้อนว่าจะต้องเจอสิ่งที่ “ใช่” ในทันที ลองเขียน ลองเล่า ลองสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเราจะค้นพบเองค่ะว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขกับการตื่นมาทำงานในทุกๆ วัน และเมื่อเราเจอสิ่งนั้นแล้ว มันจะเหมือนมีพลังวิเศษที่ขับเคลื่อนให้เราสร้างสรรค์คอนเทนต์ออกมาได้อย่างไม่รู้จบเลยค่ะ และแพชชั่นนี่แหละค่ะคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะทำให้บล็อกของเราขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

เปลี่ยนความรู้ให้เป็นเรื่องเล่า

สิ่งที่เราเชี่ยวชาญไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องวิชาการเสมอไปนะคะเพื่อนๆ อาจจะเป็นทักษะชีวิต ประสบการณ์การเดินทาง หรือแม้แต่มุมมองที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันก็ได้ค่ะ สำคัญคือการที่เราจะ “เปลี่ยน” ความรู้เหล่านั้นให้กลายเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป ฉันชอบที่จะใช้ภาษาที่เป็นกันเอง ใช้ตัวอย่างจากชีวิตจริงเข้ามาประกอบการเล่าเรื่อง เพื่อให้คนอ่านรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้มันใกล้ตัวและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ได้เป็นแค่ข้อมูลที่แห้งแล้ง แต่เป็นเรื่องราวที่มีชีวิตชีวา มีอารมณ์ความรู้สึก และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของพวกเขาได้จริงค่ะ การที่เราสามารถทำให้เรื่องยากๆ กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ได้นี่แหละค่ะคือศิลปะของการเล่าเรื่อง และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนอยากติดตามเราไปนานๆ

มองหา Pain Point และนำเสนอทางออก

เพื่อนๆ เคยไหมคะที่รู้สึกว่าชีวิตมันติดขัด มีปัญหาอะไรบางอย่างที่ค้างคาใจ แล้วอยู่ดีๆ ก็เจอคอนเทนต์ที่เข้ามาตอบโจทย์ปัญหานั้นได้พอดี เป๊ะราวกับตาเห็น! นั่นแหละค่ะ คือพลังของการสร้างคอนเทนต์ที่แก้ Pain Point ให้คนอ่านได้จริงๆ เพราะคนเราส่วนใหญ่มักจะค้นหาข้อมูลก็ต่อเมื่อเขากำลังมีปัญหา หรือกำลังมองหาทางออกอะไรบางอย่างในชีวิต ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบแก้ปัญหา และชอบที่จะนำเสนอทางออกให้กับคนอื่นๆ ค่ะ เพราะมันเป็นความสุขที่ได้เห็นว่าคอนเทนต์ของเราสามารถช่วยให้ชีวิตของใครบางคนดีขึ้นได้จริงๆ ไม่ใช่แค่การให้ข้อมูล แต่เป็นการสร้างคุณค่าให้กับชีวิตของพวกเขาค่ะ

การจะหา Pain Point ได้อย่างแม่นยำ เราต้องเป็นนักฟังที่ดีค่ะ ฟังเสียงบ่น เสียงคำถามที่คนมักจะถามบ่อยๆ ในกลุ่มต่างๆ หรือแม้แต่ปัญหาที่เราเคยเจอด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้แหละค่ะคือแหล่งรวม Pain Point ชั้นดี และเมื่อเราเจอ Pain Point แล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่เราจะนำเสนอ “ทางออก” ที่ไม่ใช่แค่การบอกเล่า แต่เป็นการมอบแนวทางที่จับต้องได้ นำไปปฏิบัติได้จริง และเห็นผลจริงค่ะ เหมือนเราเป็นเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำดีๆ ที่ช่วยให้เขาก้าวผ่านอุปสรรคไปได้สำเร็จนั่นเองค่ะ

ฟังเสียงของปัญหา

ฉันมีวิธีง่ายๆ ในการหา Pain Point นะคะ คือการเข้าไปอ่านคอมเมนต์ในโพสต์ของคู่แข่ง หรือเข้าไปอ่านกระทู้ตามเว็บบอร์ดที่กลุ่มเป้าหมายของเราอยู่บ่อยๆ ลองสังเกตดูว่าคนส่วนใหญ่กำลังติดปัญหาอะไร กำลังถามคำถามเกี่ยวกับอะไร หรือกำลังแสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องไหนเป็นพิเศษ สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณที่ดีค่ะว่านั่นแหละคือ Pain Point ที่คนกำลังต้องการคำตอบ และถ้าเราสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เข้ามาตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างตรงจุด รับรองว่าคอนเทนต์ของเราจะกลายเป็นที่พึ่งให้กับพวกเขาได้อย่างแน่นอน และเมื่อเราเป็นที่พึ่งได้แล้ว ความน่าเชื่อถือและความผูกพันก็จะตามมาเองค่ะ

สร้างเรื่องราวที่แก้ไขได้จริง

การนำเสนอทางออกที่ดี ไม่ใช่แค่การบอกว่า “ทำแบบนี้สิ” แต่คือการเล่าเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึง “วิธี” และ “ผลลัพธ์” ค่ะ เช่น ถ้า Pain Point คือ “อยากผอมแต่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย” เราก็อาจจะเล่าเรื่องราวของตัวเองที่เคยมีปัญหานี้ แล้วมาเจอวิธีออกกำลังกายง่ายๆ ที่บ้าน ใช้เวลาแค่ 15 นาที แต่ได้ผลจริง พร้อมมีภาพประกอบหรือคลิปวิดีโอสาธิตให้ดู สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนอ่านรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่จับต้องได้และน่าเชื่อถือค่ะ ยิ่งเรามีประสบการณ์ตรงมายืนยันด้วยยิ่งดีเลยนะคะ เพราะคนส่วนใหญ่ชอบเรื่องราวที่มาจากประสบการณ์จริงมากกว่าทฤษฎีแห้งๆ ค่ะ

แหล่งที่มาของไอเดีย ประโยชน์ในการหาหัวข้อ ตัวอย่างหัวข้อ
เทรนด์ในโซเชียลมีเดีย ทำให้คอนเทนต์ทันสมัยและเข้าถึงคนหมู่มาก #รีวิวคาเฟ่เปิดใหม่, #เที่ยวในประเทศ, #สินค้าตัวท็อป
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) แก้ไขปัญหาให้กลุ่มเป้าหมายโดยตรง วิธีแก้ปัญหา wifi ช้า, ทำอาหารง่ายๆ ใน 15 นาที, เลือกซื้อรถมือสอง
ประสบการณ์ส่วนตัว สร้างความน่าเชื่อถือและความผูกพันทางอารมณ์ รีวิวชีวิตเด็กหอ, เคล็ดลับลดน้ำหนักฉบับคนขี้เกียจ, ทริปเที่ยวคนเดียวครั้งแรก
ข้อมูลจาก Google Trends ระบุหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจสูง อาหารสุขภาพมาแรง, คอร์สเรียนออนไลน์ยอดนิยม, หุ้นน่าลงทุน
การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ เพิ่มความลึกซึ้งและความน่าเชื่อถือให้กับเนื้อหา คุยกับนักลงทุนอสังหาฯ, เคล็ดลับการดูแลผิวจากแพทย์ผิวหนัง
Advertisement

ใช้พลังของข้อมูลและ AI ช่วยหาไอเดีย

เพื่อนๆ คะ ในยุคดิจิทัล 5.0 แบบนี้ ถ้าเรายังทำงานแบบเดาๆ หรือใช้แค่ความรู้สึกอย่างเดียวเนี่ย บอกเลยว่าเหนื่อยแน่นอนค่ะ! เพราะคู่แข่งของเราก็มีเยอะแยะไปหมด และหลายๆ คนเขาก็ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์คอนเทนต์กันแล้ว ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบใช้ข้อมูลและเครื่องมือ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการหาไอเดียและวางแผนคอนเทนต์ค่ะ มันเหมือนเรามีผู้ช่วยอัจฉริยะที่คอยวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล แล้วสรุปมาให้เราอย่างรวดเร็ว ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งงมหาข้อมูลเองนานๆ ค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญคือ AI เป็นแค่เครื่องมือนะคะ เรายังคงต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ของเราในการ “ปั้น” ข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นเรื่องราวที่มีชีวิตชีวาและโดนใจคนอ่านค่ะ

การใช้ข้อมูลไม่ได้หมายถึงแค่การดูตัวเลขยอดวิว ยอดไลก์อย่างเดียวนะคะ แต่คือการที่เราต้องวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งว่าทำไมคอนเทนต์บางประเภทถึงได้รับความนิยม ทำไมคนถึงหยุดดู ทำไมคนถึงกดแชร์ ข้อมูลเหล่านี้จะบอกเราได้ว่าพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายของเราเป็นยังไง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แล้วเราจะสามารถนำมาปรับใช้ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในอนาคตได้อย่างไรบ้าง ส่วน AI ก็เป็นเหมือนสมองกลที่ช่วยประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ทำให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับการคิดเรื่องราวและการเขียนให้ดีที่สุดค่ะ การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI นี่แหละค่ะคือสูตรสำเร็จในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในยุคนี้

วิเคราะห์ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม

ทุกแพลตฟอร์มที่เราใช้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, TikTok หรือแม้แต่บล็อกของเราเอง ก็ล้วนมีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Insight) ให้เราได้ใช้ประโยชน์กันทั้งนั้นค่ะ ฉันเองจะหมั่นเข้าไปดูข้อมูลเหล่านี้เป็นประจำ เพื่อดูว่าโพสต์ไหนได้รับความนิยมสูงสุด คนเข้าถึงโพสต์ของเราจากช่องทางไหนมากที่สุด หรือช่วงเวลาไหนที่คนดูคอนเทนต์ของเราเยอะที่สุด ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดขึ้น และสามารถนำมาปรับปรุงกลยุทธ์การสร้างคอนเทนต์และการโปรโมทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ เหมือนเราได้รู้ใจคนอ่านมากขึ้นไปอีกขั้นเลยค่ะ ทำให้การทำงานของเรามีทิศทางและแม่นยำมากขึ้น

디지털 스토리텔링을 위한 주제 선정법 관련 이미지 2

AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นผู้ช่วยสร้างสรรค์

เมื่อก่อนฉันอาจจะคิดว่า AI เป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยเขียนบทความสั้นๆ หรือช่วยสรุปข้อมูล แต่ตอนนี้ AI พัฒนาไปไกลมากแล้วค่ะเพื่อนๆ เราสามารถใช้ AI ในการระดมสมอง (Brainstorm) หาไอเดียหัวข้อที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน หรือให้ AI ช่วยสร้างโครงเรื่อง (Outline) ของบทความ เพื่อให้เรามีโครงสร้างที่ชัดเจนในการเขียน ทำให้การทำงานของเราเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องป้อนข้อมูลและคำสั่ง (Prompt) ที่ถูกต้องให้กับ AI นะคะ เพื่อให้ AI สร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่ตรงใจเรามากที่สุด และที่สำคัญคือ เรายังคงต้องใช้ความเป็นมนุษย์ของเราในการตรวจสอบ ปรับแต่ง และใส่ความเป็นตัวเราลงไปในคอนเทนต์นั้นๆ ค่ะ

สร้างคุณค่าที่ไม่เหมือนใครและน่าจดจำ

ในโลกที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์มากมายนับไม่ถ้วนแบบนี้ การที่เราจะโดดเด่นออกมาได้ ไม่ใช่แค่การตามกระแส หรือการแก้ Pain Point เท่านั้นนะคะเพื่อนๆ แต่คือการที่เราจะต้อง “สร้างคุณค่า” ที่ไม่เหมือนใคร และทำให้คนอ่านจดจำเราได้ในแบบฉบับของเราเองค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าทำไมบางบล็อกถึงมีคนติดตามเหนียวแน่น ยอดวิวไม่เคยตก ทั้งๆ ที่บางทีหัวข้อก็ไม่ได้ใหม่แกะกล่องอะไรเลย นั่นก็เป็นเพราะเขาสามารถสร้างเอกลักษณ์ และมอบบางสิ่งบางอย่างที่บล็อกอื่นให้ไม่ได้นั่นเองค่ะ สำหรับฉันแล้ว การสร้างคุณค่านี้มันคือการสะท้อนตัวตน ความเชื่อ และสิ่งที่ฉันอยากจะมอบให้กับโลกใบนี้ผ่านเรื่องราวที่ฉันเล่าค่ะ

การสร้างคุณค่าที่ไม่เหมือนใคร อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายในตอนแรก แต่ถ้าเราลองใช้เวลาคิดทบทวนดูดีๆ ว่าอะไรคือจุดแข็งของเรา อะไรคือสิ่งที่เราแตกต่างจากคนอื่น อะไรคือมุมมองที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ที่คนอื่นอาจจะมองไม่เห็น สิ่งเหล่านี้แหละค่ะคือวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ไม่ซ้ำใคร และเมื่อเรามีคุณค่าที่ชัดเจน คนอ่านก็จะจดจำเราได้ง่ายขึ้น รู้สึกผูกพันกับเรามากขึ้น และอยากที่จะติดตามเราไปนานๆ ค่ะ เหมือนเราได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้เข้ามาหาแรงบันดาลใจ หาคำตอบ หรือแม้แต่เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันค่ะ

หาจุดเด่นที่ทำให้เราแตกต่าง

เพื่อนๆ ลองนั่งคิดดูนะคะว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้บล็อกของเราไม่เหมือนใคร บางทีอาจจะเป็นสไตล์การเขียนที่ไม่เหมือนใคร การใช้ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ หรือแม้แต่มุมมองที่เรามีต่อเรื่องเดียวกันที่แตกต่างจากคนอื่น ฉันเองก็เคยคิดว่าตัวเองไม่มีจุดเด่นอะไรเลยค่ะ จนกระทั่งได้ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ได้ลองเล่าเรื่องในแบบที่ตัวเองรู้สึกสบายใจที่สุด ได้แสดงความเป็นตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ แล้วก็ค้นพบว่านั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ฉันแตกต่างจากคนอื่น การที่เรากล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง จะทำให้คอนเทนต์ของเรามีเสน่ห์ และดึงดูดคนที่ชอบในแบบเดียวกันเข้ามาหาเราได้เองค่ะ

เล่าเรื่องให้เข้าถึงอารมณ์

เรื่องราวที่ดี ไม่ใช่แค่การให้ข้อมูล แต่คือการที่มันสามารถ “สัมผัส” หัวใจของคนอ่านได้ค่ะ การที่เราใส่ความรู้สึก ใส่ประสบการณ์ส่วนตัว หรือแม้แต่ความท้าทายที่เราเคยเจอลงไปในเรื่องราว จะทำให้คนอ่านรู้สึกเชื่อมโยงกับเราได้ง่ายขึ้น เหมือนเรากำลังนั่งปรับทุกข์ หรือแบ่งปันความสุขให้กันและกัน การใช้ภาษาที่สื่ออารมณ์ การใช้คำที่เข้าถึงใจคนไทย จะทำให้เรื่องราวของเรามีชีวิตชีวา และตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคนอ่านได้นานขึ้นค่ะ ฉันเชื่อว่าเมื่อเรื่องราวของเราสามารถสร้างความรู้สึกร่วมได้ มันจะกลายเป็นคอนเทนต์ที่ทรงพลัง และสร้างความผูกพันได้อย่างยั่งยืน

Advertisement

ทดลองและเรียนรู้จากฟีดแบ็ก

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดนะคะเพื่อนๆ! การทำบล็อกมันเหมือนการเดินทางที่ไม่สิ้นสุดค่ะ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าหัวข้อไหนจะปัง หรือหัวข้อไหนจะแป้ก จนกว่าจะได้ลองทำจริงๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการที่เราจะต้อง “กล้าที่จะทดลอง” ค่ะ อย่าไปกลัวความผิดพลาด เพราะทุกความผิดพลาดคือบทเรียนอันล้ำค่าที่จะทำให้เราเก่งขึ้น และสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ดีขึ้นได้ในอนาคต ฉันเองก็เคยเจอหัวข้อที่คิดว่าจะต้องเป็นกระแสแน่นอน แต่สุดท้ายกลับเงียบสนิท หรือบางหัวข้อที่ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย กลับกลายเป็นว่าได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม สิ่งเหล่านี้สอนให้ฉันรู้ว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการทำคอนเทนต์ค่ะ

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการทดลอง คือการที่เราจะต้อง “เรียนรู้จากฟีดแบ็ก” ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นยอดไลก์ ยอดแชร์ คอมเมนต์ หรือแม้แต่คำวิจารณ์เชิงลบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่เราสามารถนำมาปรับปรุงและพัฒนาคอนเทนต์ของเราให้ดียิ่งขึ้นได้เสมอ การที่เราเปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็น และนำมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง จะทำให้เราเติบโตขึ้นในฐานะบล็อกเกอร์ และสามารถสร้างสรรค์เรื่องราวที่ตอบโจทย์คนอ่านได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ เหมือนเราได้มีเพื่อนๆ คอยเป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นจุดที่เราควรพัฒนาอยู่เสมอเลยค่ะ

กล้าที่จะลองหัวข้อใหม่ๆ

อย่าให้ความกลัวที่จะล้มเหลวมาฉุดรั้งเราไว้ค่ะเพื่อนๆ โลกของดิจิทัลคอนเทนต์มันกว้างใหญ่มาก และยังมีหัวข้ออีกมากมายที่เรายังไม่เคยลอง ฉันอยากให้ทุกคนกล้าที่จะก้าวออกจาก Safe Zone ของตัวเอง ลองเขียนในสิ่งที่ไม่เคยเขียน ลองเล่าในสิ่งที่ไม่เคยเล่า บางทีหัวข้อใหม่ๆ ที่เราไม่กล้าลองนี่แหละค่ะ อาจจะกลายเป็นเพชรเม็ดงามที่ทำให้บล็อกของเราเปล่งประกายขึ้นมาก็ได้ค่ะ การที่เราเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ จะทำให้เราได้เรียนรู้ ได้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และได้สร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนค่ะ ลองดูนะคะ แล้วคุณอาจจะเซอร์ไพรส์กับผลลัพธ์ที่ได้ก็ได้

รับฟังทุกความคิดเห็นอย่างจริงใจ

ฟีดแบ็กคือของขวัญค่ะเพื่อนๆ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราพัฒนาได้เสมอ ฉันจะใช้เวลาอ่านทุกคอมเมนต์ ทุกข้อความที่คนส่งมาให้ ไม่ว่าจะเป็นคำชม หรือคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ และจะนำสิ่งเหล่านี้มาปรับปรุงคอนเทนต์ของตัวเองอยู่เสมอค่ะ การที่เราแสดงให้คนอ่านเห็นว่าเราใส่ใจในความคิดเห็นของพวกเขา จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และอยากที่จะมีส่วนร่วมกับบล็อกของเราต่อไปในระยะยาวค่ะ ความจริงใจในการรับฟังนี่แหละค่ะคือสิ่งสำคัญที่จะสร้างความผูกพันที่ยั่งยืนระหว่างเรากับคนอ่าน และทำให้บล็อกของเราเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

ส่งท้ายบทความ

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หลังจากที่เราได้มาทำความเข้าใจแนวทางการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่จะช่วยดึงดูดผู้คนให้เข้ามายังบล็อกของเราได้อย่างถล่มทลาย และสร้างความผูกพันที่ยั่งยืนกันไปแล้ว ฉันหวังว่าเพื่อนๆ จะได้ไอเดียดีๆ และกำลังใจกลับไปเยอะเลยนะคะ การเป็นบล็อกเกอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์เนี่ย มันไม่ใช่แค่การเขียนหรือเล่าเรื่องราวเท่านั้น แต่มันคือการที่เราได้เชื่อมโยงกับผู้คน ได้แบ่งปันประสบการณ์และความรู้ที่เรามีออกไปสู่โลกกว้าง และได้เห็นว่าสิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมานั้นสามารถสร้างประโยชน์และแรงบันดาลใจให้กับใครบางคนได้จริง มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษมากๆ เลยค่ะ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของผู้คนเหล่านั้น

สิ่งสำคัญที่สุดที่ฉันอยากจะฝากไว้ก็คือ “ความจริงใจ” และ “ความต่อเนื่อง” ค่ะ ทำในสิ่งที่รัก เล่าในสิ่งที่เราอิน แล้วความสุขในการสร้างสรรค์จะส่งผ่านไปถึงคนอ่านเอง และอย่าลืมที่จะเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอนะคะ เพราะโลกออนไลน์ไม่เคยหยุดนิ่งค่ะ ทุกก้าวที่เราเดิน ทุกบทความที่เราเขียน ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเติบโตขึ้นเสมอ ขอให้ทุกคนสนุกกับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในแบบของตัวเองนะคะ แล้วเราจะเติบโตไปด้วยกันค่ะ!

Advertisement

เกร็ดความรู้ดีๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

1. ปรับปรุง SEO อยู่เสมอ: อย่าคิดว่าเขียนดีแล้วจะพอ ต้องหมั่นเช็กคีย์เวิร์ดที่คนค้นหา และปรับโครงสร้างบทความให้ Google และคนอ่านเข้าใจง่าย เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับการค้นหาอยู่เสมอนะคะ

2. ใช้ภาพและวิดีโอคุณภาพสูง: คอนเทนต์ที่มีภาพสวยๆ หรือวิดีโอที่น่าสนใจ จะช่วยดึงดูดสายตาและทำให้คนอยากหยุดอ่านนานขึ้นค่ะ ลองใช้รูปที่เราถ่ายเอง หรือวิดีโอสั้นๆ ที่สร้างสรรค์ จะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้โพสต์ของเราได้เยอะเลย

3. ตอบคอมเมนต์อย่างสม่ำเสมอ: การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ การตอบคอมเมนต์หรือข้อสงสัยอย่างรวดเร็วและเป็นกันเอง จะช่วยสร้างความผูกพันและทำให้คนอ่านรู้สึกว่าเราเข้าถึงได้ง่ายนะคะ

4. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Analytics): อย่ามองข้ามเครื่องมือฟรีอย่าง Google Analytics หรือ Insight ของแพลตฟอร์มต่างๆ ค่ะ ข้อมูลเหล่านี้จะบอกเราได้ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่ปัง ช่วงเวลาไหนคนดูเยอะที่สุด เพื่อที่เราจะได้นำไปปรับปรุงและวางแผนคอนเทนต์ต่อไปค่ะ

5. ทดลองหารูปแบบใหม่ๆ: อย่ากลัวที่จะลองทำคอนเทนต์ในรูปแบบที่ไม่เคยทำ เช่น ลองทำพอดแคสต์สั้นๆ, ไลฟ์สดตอบคำถาม, หรือสร้างอินโฟกราฟิกสวยๆ เพื่อไม่ให้บล็อกของเราน่าเบื่อ และตอบโจทย์ความสนใจที่หลากหลายของคนอ่านค่ะ

สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจ

การสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้ประสบความสำเร็จและมีผู้เข้าชมหลักแสนต่อวันอย่างยั่งยืนนั้น หัวใจหลักคือการเข้าใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้งค่ะ เราต้องรู้ว่าเขาเป็นใคร ต้องการอะไร และกำลังเผชิญกับปัญหาอะไรอยู่ จากนั้นจึงนำเสนอทางออกผ่านเรื่องราวที่เราหลงใหลและเชี่ยวชาญ ใส่ความเป็นตัวตนของเราเข้าไปอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างคุณค่าและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ การตามเทรนด์ให้ทัน การใช้ข้อมูลและเครื่องมือ AI มาช่วยวิเคราะห์ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมให้คอนเทนต์ของเราโดนใจและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นเสมอ ท้ายที่สุดแล้ว อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ ทดลอง และรับฟังทุกฟีดแบ็กจากผู้อ่าน เพื่อพัฒนาและเติบโตไปด้วยกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนะคะ ความสม่ำเสมอและความจริงใจคือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จบนเส้นทางนี้ค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ในยุคที่เทรนด์เปลี่ยนไวมาก บล็อกเกอร์มือใหม่อย่างเราจะตามหา “หัวข้อฮิต” ที่คนไทยสนใจจริงๆ ได้จากไหนคะ?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจมากเลยค่ะ เพราะฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วที่แบบ “วันนี้จะเขียนเรื่องอะไรดีนะ?” มันท้าทายมากจริงๆ ค่ะ แต่จากประสบการณ์ตรงของฉันที่คลุกคลีในวงการนี้มานานหลายปีนะ ฉันมีเคล็ดลับง่ายๆ มาฝากค่ะ อย่างแรกเลยนะ สิ่งที่คนไทยสนใจมากๆ คือเรื่องที่ใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันค่ะ ลองสังเกตจากกระแสบนโซเชียลมีเดียสิคะ (พวก Facebook, TikTok, X เนี่ย ตัวดีเลย!) ว่าช่วงนี้คนเขากำลังพูดถึงอะไรกัน อะไรที่กำลังเป็นไวรัล หรือเป็นประเด็นร้อนแรงที่คนอยากรู้ อยากติดตาม เช่น เรื่องการเมือง, ดวงชะตาราศี, หรือแม้แต่เรื่องบันเทิงต่างๆ พวกนี้คนไทยสนใจตลอด!
นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือช่วยหาคีย์เวิร์ดอย่าง Google Keyword Planner หรือ Ahrefs ก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ มันเหมือนเรามีผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยบอกว่าคนกำลังค้นหาอะไรเยอะที่สุด คำไหนที่น่าสนใจแต่การแข่งขันไม่สูงมาก อย่างเช่น ถ้ามีคนค้นหา “วิธีประหยัดเงิน” เยอะๆ เราก็อาจจะเจาะลึกไปอีกว่า “5 เคล็ดลับประหยัดเงินฉบับคนกรุงฯ ที่ฉันลองแล้วเวิร์กจริง!” แบบนี้จะดูมี “ประสบการณ์” และ “ความเชี่ยวชาญ” ของเราเข้าไปด้วย ซึ่ง Google ชอบมากๆ นะคะ การอ่านรายงานเทรนด์ดิจิทัลในประเทศไทยประจำปี (อย่างของ DataReportal ก็ดีเลยค่ะ) ก็ช่วยให้เราเห็นภาพรวมว่าคนไทยใช้เวลากับอะไรบนโลกออนไลน์มากที่สุด และแพลตฟอร์มไหนกำลังมาแรง พอเรารู้ว่าคนสนใจอะไร เราก็เอามาปรับให้เข้ากับสไตล์ของเราค่ะ อย่าลืมนะว่าคอนเทนต์ที่ให้ความรู้ หรือช่วยแก้ปัญหาให้คนได้ จะได้รับความนิยมเสมอ ลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าสนุกขึ้นเยอะเลย!

ถาม: ทำยังไงให้คอนเทนต์ของเราโดดเด่น ไม่ซ้ำกับคนอื่น ในเมื่อหัวข้อฮิตๆ ก็มีคนทำเยอะอยู่แล้วคะ?

ตอบ: นี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญของการเป็นบล็อกเกอร์ที่ประสบความสำเร็จ! ฉันเองก็เคยเจอปัญหานี้มาบ่อยๆ ค่ะว่า “เอ๊ะ เรื่องนี้ก็มีคนทำเยอะแล้ว จะทำยังไงให้ไม่น่าเบื่อดีนะ?” เคล็ดลับของฉันคือ “ใส่ความเป็นตัวเองลงไปให้เยอะที่สุด” ค่ะอย่างแรกเลยนะ ลองคิดถึง “ประสบการณ์ตรง” ของเราในเรื่องนั้นๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการ “ลงมือทำเอง” “เจออุปสรรคมาแล้วแก้ได้ยังไง” หรือ “ความรู้สึกจริงๆ ที่ได้จากสิ่งนั้น” เล่าเรื่องในมุมมองของเราเอง เหมือนกำลังเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง ใช้ภาษาที่เป็นกันเอง มีอารมณ์ขัน หรือความจริงใจใส่ลงไป เพราะคนอ่านเขาอยากสัมผัสได้ถึงความเป็น “คนจริงๆ” ที่อยู่เบื้องหลังคอนเทนต์ ไม่ใช่แค่ข้อมูลดิบๆ ที่หาได้ทั่วไปตัวอย่างเช่น ถ้าเทรนด์ช่วงนี้คนกำลังอินกับ AI มากๆ แทนที่จะเขียนแค่ “AI คืออะไร” เราอาจจะเปลี่ยนเป็น “ฉันลองใช้ AI สร้างรูปภาพตลอดหนึ่งอาทิตย์ ผลลัพธ์ที่ได้มันเกินคาดมาก!” หรือ “AI ช่วยให้ฉันประหยัดเวลาทำบล็อกไปได้เยอะเลยนะ ลองมาดูกันว่าทำยังไง” แบบนี้คนจะรู้สึกว่าเรามี “ประสบการณ์” และ “ความเชี่ยวชาญ” ในเรื่องนั้นจริงๆ ที่สำคัญคือการนำเสนอ “คุณค่า” ที่คนอ่านจะได้รับ ถ้าคอนเทนต์เราช่วยแก้ปัญหา ให้ความรู้ หรือสร้างแรงบันดาลใจได้ คนก็จะอยากเข้ามาอ่านซ้ำๆ และอยู่บนเว็บเรานานขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อค่าเฉลี่ยเวลาที่ผู้เยี่ยมชมอยู่ในเว็บไซต์ (Dwell Time) และโอกาสในการสร้างรายได้จาก AdSense ของเราด้วยค่ะ การทำแบบนี้จะทำให้บล็อกของเรามี “เอกลักษณ์” และ “ความน่าเชื่อถือ” ที่ใครก็เลียนแบบได้ยากค่ะ

ถาม: เราจะสร้างสมดุลระหว่างการทำคอนเทนต์ที่คนสนใจมากๆ กับคอนเทนต์ที่เรา passion จริงๆ ได้ยังไง เพื่อให้ได้ทั้งยอดวิวและรายได้ที่ยั่งยืนคะ?

ตอบ: คำถามนี้เป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตเลยค่ะ! ฉันเข้าใจเลยว่าบางทีเราก็อยากเขียนเรื่องที่เราอินมากๆ แต่ก็กลัวว่าคนจะไม่ค่อยสนใจ หรือบางทีเขียนแต่เรื่องที่คนสนใจมากๆ แต่กลับรู้สึกหมดไฟไปซะก่อน เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราชอบจริงๆเคล็ดลับที่ฉันใช้และอยากแนะนำเพื่อนๆ เลยนะ คือ “หาจุดร่วมระหว่างความสนใจของตลาดกับความหลงใหลของเรา” ค่ะ ลองลิสต์ออกมาเลยว่าเราชอบอะไร สนใจอะไรเป็นพิเศษ มีความเชี่ยวชาญด้านไหน จากนั้นก็นำมาเทียบกับหัวข้อที่กำลังเป็นกระแส หรือที่คนไทยค้นหาเยอะๆยกตัวอย่างเช่น ถ้าฉันชอบการท่องเที่ยวมากๆ (ซึ่งคนไทยก็ชอบเที่ยวเหมือนกันนะคะ!) และช่วงนี้เทรนด์ท่องเที่ยวแนวรักษ์โลกกำลังมาแรง ฉันก็จะเอาสองเรื่องนี้มาผสมกัน กลายเป็นคอนเทนต์ที่ว่า “ฉันไปเที่ยวเชียงใหม่แบบรักษ์โลก 3 วัน 2 คืน ลองมาดูสิว่าทำอะไรได้บ้าง แล้วมันดีต่อใจยังไง” แบบนี้คนอ่านจะได้ทั้งข้อมูลท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แถมยังได้มุมมองใหม่ๆ ในแบบฉบับของเราด้วยการทำแบบนี้ไม่เพียงแค่ทำให้คอนเทนต์ของเรามี “ประสบการณ์” และ “ความเชี่ยวชาญ” แต่ยังแสดงถึง “ความน่าเชื่อถือ” ของเราในฐานะบล็อกเกอร์ที่รู้จริงและมีแพสชั่น เมื่อเราเขียนในสิ่งที่เรารัก มันจะออกมาจากใจจริงๆ ทำให้บทความมีคุณภาพ ดึงดูดให้คนอ่านอยู่บนเว็บเรานานขึ้น เกิดการกดคลิกโฆษณา (CTR) ที่สูงขึ้น และนั่นหมายถึง “รายได้จาก AdSense” ที่ดีขึ้นและยั่งยืนในระยะยาวด้วยค่ะ อย่าลืมนะคะว่าความจริงใจและความสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้บล็อกของเราเติบโตได้อย่างมั่นคงค่ะ

Advertisement